Tuesday, June 23, 2009

ร้อง-บรรเลง เพลงตำรวจ

พี่น้องคร้าบ….พวกเราได้ออกทีวีแย้ว….ครับ ดนตรีตำรวจไทย ซึ่งจะว่าไปแล้วจัดได้ว่าเป็นดนตรีตำรวจไทยที่ดีที่สุดในโลก…(จริง ๆ นะครับ ขอยืนยัน ถ้าไม่เชื่อลองย้อนไปอ่านประโยคเมื่อกี้ใหม่ซิครับ  แล้วจะพบว่ามันเป็นความจริง มิได้ตอแหลหลอกลวงแต่อย่างใด) ได้มีโอกาสออกทีวีโชว์แบบเต็ม ๆ กะเค้าซะที หลังจากรี ๆ รอ ๆ ดูชาวบ้านชาวช่องเค้าออกกันมาหลายปีดีดักแล้ว มาวันนี้ เป็นโอกาสของพวกเราซะที

ครับ เรามีโอกาสได้ร้อง ได้บรรเลง ได้แสดงออก ซึ่งความเป็น “ดนตรีตำรวจ” ทางสถานีโทรทัศน์ “ทีวีไทย” หรือ “ไทยพีบีเอส” หรือ ไอทีวีเดิมนั่นแหละ…(เพื่อนพ้องน้องพี่บางคนแอบปรารภด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า…เพ่ เพ่ บ้านหนูไม่ได้ติดจานแดงทรูวิชั่น ไม่ได้เป็นสมาชิกเคเบิ้ลเจ้าใดเลย หนูจะดูได้ยังไง พี่ก็…จะชวนดูทั้งทีสร้างความลำบากใจให้หนูอีก…) โถ โถ หนูเอ๊ย รำพึงรำพันแบบไม่ได้ดูตาม้าตาลิงดูโลกบ้างเลย  ไอ้ทีวีช่องนี้เนี่ย มันไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นญาติฝ่ายไหนกะเคเบิ้ลทีวีเลยน้องเอ๋ย ไม่ว่าจะเป็นจานแดง จานดำ จานเหลือง หรือจานน้ำเงิน มันเป็นช่องหนึ่งของฟรีทีวี ซึ่งมันก็คือไอทีวีเดิมนี่แหละ ที่ขณะนี้ยังตั้งที่ทำการอยู่บนอาคารชินวัตร 3 บ้านเก่าของคุณพี่ทักษิณเค้านี่เอง

โม้มานานยังไม่ได้เข้าเรื่องซะที…ก็พวกเราชาวดุริยางค์ตำรวจเนี่ย มีโอกาสได้บันทึกเทปโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.52 ที่สโมสรตำรวจ ของพวกเรา และนำมาออกอากาศในวันเสาร์ที่ 20 มิ.ย.52 เวลา 21.00-22.00น. และออกอากาศซ้ำอีกทีในวันอังคารที่ 23 มิ.ย.52  เวลา 10.00-11.00น. …ชื่นใจครับ กับ คำชื่นชม คำวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะจากประดาหมู่เฮาชาวสีเลือดหมู ที่ทุกครั้งที่เพลงตำรวจกระหึ่ม เลือดที่เคยเกือบจะจืดจางก็กลับเข้มข้นขึ้นมาอีกครั้ง

พวกเราภูมิใจ ดีใจ ครับ ที่อย่างน้อย ก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกำลังใจ สร้างแรงบันดาลใจให้กับพี่น้องตำรวจของพวกเรา และรวมทั้งพี่น้องประชาชน ที่ชีวิตยังต้องต่อสู่ และยังต้องเป็นทุกข์ ในวัฎ ร่วมกับพวกเราอยู่อีก ….พวกเราภูมใจ ดีใจครับ ที่อย่างน้อย เราได้ทำหน้าที่ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” อย่างเต็มภาคภูมิ โดยที่ไม่ต้องใช้อาวุธ แต่ใช้สติปัญญา และเสียงเพลง  ในการทำหน้าที่ลำดับต้นของตำรวจ นั่นคือการเป็นผู้ “ป้องกันอาชญากรรม” …ครับเรากำลังปลูกฝังแก่นสารในชีวิตของเยาวชนลูกหลานของพวกเรา โดยใช้ดนตรีเป็นสื่อ ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นสื่อชั้นดี ในการสร้างเยาวชนของเราให้เติบโตเป็นเยาวชนคุณภาพที่สังคมสามารถ “พึ่งพาได้”

แน่นอนครับ  เราคงไม่ทะนงตัวว่าพวกเรา “บรรลุแล้ว” หรือ ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว แต่พวกเรากลับคิดว่า นี่เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” กับการกำหนดทางเดินใหม่ของพวกเรา เพื่อนำไปสู่การเป็น “ดนตรีตำรวจ” ดนตรีที่ทำหน้าที่ “พิทักษ์รับใช้ประชาชน” อย่างแท้จริง….พวกเราหวังอย่างนั้น จริง ๆ ครับ

คลิปวิดีโอด้านล่างนี้ อาจจะไม่เลิศเลอเปอร์เฟคนัก  แต่ผมคิดว่า นี่แหละครับ คือตัวตนของพวกเรา…ดนตรีตำรวจไทย ที่เป็นดนตรีตำรวจไทยที่ดีที่สุดในโลก…Confirm !

Saturday, April 18, 2009

เจนนิเฟอร์ คิ้ม…สายลม…อนิจจัง…ประเทศไทย

วันนี้ เป็นวันสุดท้ายของวันหยุดราชการที่โคตรยาวที่สุดในโลกเห็นจะได้  พวกเรา (ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งบริษัทเอกชนบางแห่ง) มีโอกาสหยุดพักผ่อนลากยาวตั้งแต่วันศุกร์ที่ 10 เมษายน จนถึงวันนี้ วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2552ด้วยคุณูปการของ “คนเสื้อแดง” ที่ออกมาแสดงละครประวัติศาสตร์ให้ชาวโลกได้รู้จักประเทศไทย รู้ว่าดินแดนแห่งนี้ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน อุดมไปด้วยป่า ด้วยช้าง อย่างที่ฝรั่งหัวแดงบางคนเชื่ออย่างนั้น แต่เราเป็นประเทศที่เจริญสุด ๆ แล้วจริง ๆ  เรามีรถเมล์ให้เผาเล่นวันละหลาย ๆ คัน เรามีสนามบินที่เชื่อว่าใหญ่ที่สุดในย่านนี้ให้คนหลาย ๆ พันคนเข้าไปกินไปนอนไปเที่ยว ภายใต้บรรยากาศ “อาหารดี ดนตรีเพราะ” เมื่อต้นปีที่แล้ว….ซึ่งทำให้ผมแอบภูมิใจในความเป็นพลเมืองของประเทศนี้ไม่ได้

มีโอกาสบางช่วงบางตอนของวันหยุด กระแดะเปิดทีวีไปดูข่าว CNN, BBC มีโอกาสเห็นบ้านเมืองของผมได้ออกจอทีวีสู่ทั่วโลก ยิ่งทำให้เก็บอาการความภูมิใจในชาติบ้านเมืองผมไว้ไม่อยู่ แล้วยิ่งได้เห็นท่านผู้นำ และอดีตผู้นำ         ทั้งพี่มาร์ค พี่แม้ว ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศหัวแดง เป็นภาษาประกิต แบบที่ไม่ต้องมีเอ้อ มีอ้า กันให้รกหู ด้วยแล้ว…สปลัสสั่ม ครับพี่น้อง   เรียกได้ว่าไปแสดงตัวที่ไหนในโลกแล้วบอกว่าเป็นคนไทย…ยืดอกได้…ฟันธง

แต่แล้ว สวรรค์ของพวกเราที่มีโอกาสเชยชมในช่วงนี้กว่าสิบวัน ก็ต้องมีอันต้องสิ้นสุดภายในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า  พวกเสื้อแดงยอมยกธงขาว (ซึ่งก็น่าจะเป็นแค่ชั่วคราว) พี่สนธิ ลิ้ม ฯ ซึ่งเพิ่งถูกสารพันอาวุธสงครามกระหน่ำใส่ ก็เริ่มจะฟื้นตัว เริ่มมีการแสดงความคิดความเห็นในฐานะประชาชนชาวเสื้อเหลืองได้ โดยที่วงการของคลัง บรรดาพระเครื่อง จตุคาม รวมทั้งเทพโดเรมอน ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมนำมาห้อยคอกันขณะนี้ น่าจะเข้ามาจับจองเวลาพบคุณพี่สนธิ เพื่อศึกษาของขลังที่ห้อยอยู่บนคอพี่สนธิเป็นแน่แท้ นี่ยังไม่นับรวมประดาคอหวยใต้ดินบนดิน ซึ่งอีกไม่กี่วันก็คงต้องมาขอทำการขูดขอหวยตามซอกตามหลืบบริเวณจุดซ่อนเร้นของพี่สนธิ เพื่อหาเลขเด็ดเป็นแน่

ก็ถือเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคนที่พอจะหาได้ตามรายทางขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่  ซึ่งนับว่าโคตรจะโชคดีที่มีโอกาสสัมผัสความสุขเช่นนี้บนโลกมนุษย์….แล้วมันไปเกี่ยวกะพี่คิ้ม กะเพลงสายลม กะอนิจจัง ยังไง  ….อารัมภบทมาซะยืดยาว ตอนนี้กำลังจะเข้าเรื่อง….เขยิบเข้ามาใกล้ ๆ ป๋าอีกนิดซิ จะเล่าให้ฟัง

ระหว่างวันหยุดนี้เอง เซ็ง ๆ เบื่อ ๆ อยากไปทำงานใจจะขาด ตามประสาพ่อหน้ามนคนขยัน (อ้วก…!) แต่รัฐบาลเค้าห้ามไปทำงาน ก็เลยได้แต่นั่ง ๆ นอน ๆ ตามประสาผู้มีอันจะกินอยู่กับบ้าน  คุ้ย ๆ แคะ ๆ หาหนังโป๊ะ เอ๊ย หนังธรรมะ ในอินเตอร์เน็ตดู ก็บังเอิญไปเจอะเจอกับมิวสิควิดีโอของเจ๊คิ้มซะนี่   ด้วยความที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของเจ๊แก ไม่ใช่เพราะความสวยสุด ๆ ของแกหรอกนะ แต่เพราะเสียงร้องของแก ที่ไม่ค่อยจะสอดประสานกับใบหน้าของเจ๊แกนะซิ ทำให้ทั้งรักทั้งหลงเสียงของเจ๊คิ้มแกมากว่าสิบปีแล้ว

เอาหละ where where ก็ where where …แปลเป็นไทยว่า ไหน ไหน ก็ ไหน ไหน หลงเข้ามาแล้ว ก็ลองเข้าไปดู เข้าไปฟังซะหน่อย….โอ้โฮเฮ้ยเว้ย  มันยอดจริง ๆ หว่ะ เรื่องทำนอง คำร้อง น้ำเสียงของเจ๊แก รวมทั้งเสียงโหยหวนของแซ็กโซโฟน ของเสี่ยโก้ มิสเตอร์เซ็ก เอ๊ย แซ็กแมน คงไม่ต้องพูดถึง มันยอดอยู่แล้ว ถ้าสองคู่ซี๊คู่นี้ หมายถึงตาโก้ กับ เจ๊คิ้ม ได้ร่วมงานด้วยกัน  แต่สิ่งที่ทำให้ผมโคตร “อิน” กะเพลงนี้ ก็คงเป็น MV เพลงนี้นี่แหละ…ดูแล้วคิดตามมันทำให้เกิดแง่คิดในชีวิตได้ดีจริง ๆ หว่ะจอร์จ

ชีวิตคนเรามันไม่แน่ไม่นอน หากวันหนึ่งคนที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวเรา หรือเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับเรา ซ้ำไปซ้ำมาทุกวัน ตื่นมาอีกวัน คนเหล่านั้น เหตุการณ์เหล่านั้น กลับมลายหายไปอย่างไม่มีวันกลับ จะด้วยเหตุอันใดก็ตาม ชีวิตมันคงอ้างว้างโหวงเหวงยังไงชอบกล  ซึ่งก็เหมือนกับ MV ชุดนี้ ที่คนเคยรักกันอยู่ดี ๆ แต่วันหนึ่งมีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้มาพรากอีกชีวิตหนึ่งไป….ดูแล้วเหมือนแค่เป็นหนัง แต่นี่แหละชีวิตจริง เป็นชีวิตจริงที่อาจจะเกิดกับใครก็ได้ ในทุก ๆ เวลา ซึ่งว่าไปแล้วหากมันเป็นเรื่องของ “คนอื่น” ก็คงได้แต่ดูแบบผ่าน ๆ ไป  แต่ลองคิดดูดิ  หากเป็นเรื่องของเราเองหล่ะ หากคนที่จากไปเป็น “คนของเราเอง” หล่ะ ความรู้สึกจะเป็นยังไง

ดู MV ชุดนี้แล้ว เอาใจ เอาตัว ของเราไปใส่ เปลี่ยนตัวละครในเรื่องเป็นตัวเราเอง อาจจะจินตนาการ สร้างเรื่องต่อขยายออกไป แบบประมาณ ว่าคนตายแทนที่จะเป็นตัวเรา กลายเป็นเมียเรา…..ไม่เอาดีกว่า ของสูงอย่าเอามาเล่น….โอ้โฮ โคตรเศร้าเลยหว่ะ…พูดมากไปเดี๋ยวจะเสียอรรถรส   เอาเป็นว่า วันนี้ผมเอา Music Video ชุดนี้มาฝากทุก ๆ ท่านครับ   ลองใคร่ครวญดูอย่างมีสติ ลองคิดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาในชีวิต  ทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นมันมีคุณค่าทั้งสิ้น ….อยู่กับมันอย่างมีความสุขในทุกวินาที  เก็บเกี่ยวความทรงจำ สร้างความประทับใจดี ๆ ให้กับคนรอบข้าง  คิดไว้เสมอว่าวันนี้อาจะเป็น “วันสุดท้าย” ของเรา แล้วเราก็จะอยู่กันด้วยความรัก ความไม่ประมาท ความสุข เมื่อเราจากโลกนี้ไป ความรู้สึก สัมผัสดี ๆ ก็คงยังอยู่กับคนที่เรารักตลอดไป….เปรียบดั่ง….สายลมรัก…..เพลงนี้

 

Thursday, April 16, 2009

คำให้การพยานปากเอก (ตอนที่ 1)

พี่น้องครับ
ชาติบ้านเมืองกำลังระส่ำ  เป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแล
ไม่ต้องไปดูแลบ้านเมืองหรอกครับ มันใหญ่เกินไป แล้วคนรักที่จะดูแลก็มีมากเหลือกำลัง
ไม่ว่าจะเป็นพี่มาร์ค หรือ พี่แม้ว ต่างรักบ้านเมืองกันทั้งน้าน (น้ำลายหก...หุ หุ)


เรามาสนใจดูแลตัวเอง รักตัวเอง ดีกว่า
(ว่าแล้วก็ฮัมเพลงของคุณน้อง ทา ทา ยัง สมัยเธอยังร้ายเดียงสา....ก็เธอไม่รักตัวเอง ไม่เคยดูแลแม้ตัวเอง แล้วเธอจะรักฉันยังไง.....หุ หุ...ทำไมต้อง หุ หุ ฟะ...สงสัย ไอ้ภาษาหัวเราะทางอินเตอร์เน็ตเนี่ย ?)
ครับ...วันนี้ผมมีเรื่องดี ๆ มาฝาก พี่น้อง
เป็นวิดีโอลิงค์ ของพยานปากเอก ครับพี่น้อง (ทันสมัย เข้ากับเหตุการณ์ สีเหลือง สีแดง ได้ดีมั่ก ๆ )
เป็นแบบว่า กึ่ง ๆ  Reality Show ครับ พี่น้อง เพียงแต่ว่าพี่น้องไม่ต้องส่ง SMS โหวตเข้ามา
เพียงแค่ Forward ส่งให้คนที่พี่น้องรัก รวมทั้งคนที่พี่น้องเกลียด ก็เพียงพอแล้วครับ
เอ้าพร้อมแล้วก็เข้าไปชมกันเลยนะครับพี่น้อง


อ้อ...ชมเสร็จแล้ว ขอแรงพี่น้องกรอกแบบสอบถามที่ลิงค์ด้านล่างนี้ด้วยนะครับ
Click ลิงค์ด้านล่างนี้เพื่อเข้าชมได้เลยครับพี่น้อง
http://www.youtube.com/watch?v=iBOWQae_tTA

 
ชมเสร็จแล้ว ก็ขอแรงกรอกแบบสอบถามด้านล่างนี้
ด้วยการ Click ลิงค์ด้านล่างนี้อีกเช่นกันครับ
http://spreadsheets.google.com/viewform?formkey=cHZxTVR0NG1FTmJRdkNFd19aMGxGWGc6MA..
ขอบคุณคร้าบ...
บุญรักษาครับ พี่น้อง
...จาก...คุณแรก

Slide1

Tuesday, June 03, 2008

ตะลุยดงแขก (ไม่ตี้)...7 วันในบรูไน...ตอนที่ 1: เหิรฟ้ามาหาเรื่อง ?

พลันที่ผมได้รับคำสั่งลับ (รึเปล่า ?) ให้มาราชการที่ประเทศบรูไน พร้อมพลพรรคจำนวนรวม 5 นาย ซึ่งแต่เดิม พวกผมจะต้องมาถึงบรูไนตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมแล้ว แต่เนื่องจากเหตุขลุกขลัก (คนละอย่างกะขลุกขลิก..ซึ่งแปลว่าน้ำน้อย) ของประเทศบรูไน ก็เลยทำให้ต้องเลื่อนกำหนดการออกมาเป็นช่วงปลายเดือน เมื่อได้รับคำสั่งดังนั้น ผมก็มิช้าอยู่ใย ซ่องสุมกำลังครบ 5 นายได้ก็จัดแจงซักซ้อมแผนการณ์ที่ถูกสั่งมาแบบลับ ๆ อีกเช่นกัน (เนื่องจากต้องสืบทราบกันเอาเองว่าสั่งว่าอันใด...อิ อิ) พร้อมดังนั้นแล้ว พวกเราก็พากันเดินทางมุ่งสู่ "บรูไน ดาลุสซาลาม" ทันที...

21 พฤษภาคม 2551 ผมเดินทางออกจากสนามบินแห่งความภาคภูมิใจของชาติ..ใช่แล้วครับ "สุวรรณภูมิ" สนามบินซึ่งครั้งหนึ่งผม "เคย" คิดว่า เป็นสนามบินที่ใหญ่ และ ดีที่สุดในภูมิภาคนี้ ตามคำโฆษณาชวนเชื่อของ "ใครบางคน" มุ่งหน้าสู่ นครบันดาเสรี เบกาวัน ประเทศบรูไน เพื่อทำภารกิจสำคัญของชาติ เป็นเวลา 7 วัน  แต่จะทำอะไรนั้น  ฮะแฮ่ม...ขออุบไว้ก่อน เพราะถ้าบอกตอนนี้ ก็เท่ากับว่าบอกตอนจบของหนังทั้งเรื่อง เดี๋ยวจะทำให้คาดเดาเอาได้ แล้วจะพาลไม่สนุกไปซะตั้งแต่เริ่มต้น

สายการบิน Royal Brunei Airlines เที่ยวบินที่ BI 516 พาผมทะยานเหนือท้องฟ้า "สุวรรณภูมิ" เมื่อเวลา 16.50 น. เป๊ะ ไม่มีขาด ไม่มีเกิน (เว่อร์ไปหน่อยกระมัง ? ) เพื่อมุ่งหน้าสู่ดินแดนแห่งเศรษฐีเมืองน้ำมัน ที่กำลังทำโลกทั้งโลกโดยเฉพาะประเทศของผม ปั่นป่วนด้วยราคาเบนซินแตะ 40 บาท เข้าให้แล้ว ณ วันที่ผมพร่ำพรรณาอยู่นี้ แล้วก็คิดว่าราคาคงจะพุ่งขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ตราบใดที่น้ำมันยังเป็นปัจจัยสำคัญของโลกในเวลานี้

20.45 น. ตามเวลาของประเทศบรูไน ซึ่งเร็วกว่าบ้านเรา 1 ชั่วโมง สายการบินแห่งชาติบรูไน ก็พาผมลงแตะพื้นสนามบินที่กรุงบันดาเสรี เบกาวัน ประเทศบรูไน  ผมก้าวเดินออกจากประตูเครื่องบินไม่ทันไร ก็พบกับสาวผู้สูงศักดิ์ บุคลิกดีท่านหนึ่ง ทันทีที่ปะทะผมซึ่ง ๆ หน้า ความ "เก๋าเกมส์" ความมีไหวพริบปฏิภาณ ของเธอ ก็ทำให้เธอยิงคำถามเข้าใส่ผมทันที "พันตำรวจเอกยิ่งยศ เทพจำนงค์ รึเปล่า คะ" ผมตอบรับ พร้อมยกมือขึ้นวันทา ตามประสาคนมือเท้าอ่อน และจากสายตาพร้อมประสบการณ์ความ "เก๋าเกมส์" ของกระผมเหมือนกัน ที่พอจะคาดเดาออกได้ว่า เธอต้องเป็นข้าราชการระดับสูง ของสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำบรูไน ซึ่งการคาดเดาของผมมิผิดพลาดแต่อย่างใด เพราะภายหลังมาทราบจากนามบัตรของเธอว่าเธอคือ ม.ล.ศุภรัตน์ เทวกุล มีตำแหน่งเป็น Minister Counsellor, Deputy Head of Mission ซึ่งผมก็ไม่กล้าแปลเป็นภาษาไทยเหมือนกัน เกรงว่าจะปล่อยไก่ ด้วยความอ่อนด้อยของสติปัญญา (แต่น่าจะประมาณว่า "อัครราชทูตที่ปรึกษา" รึอะไรทำนองนี้แหละครับ)..ผมแอบคิดในใจเป็นภาษาบรูไนว่า เอ...การมาของผมแค่คนเดียวเนี่ยนะ สร้างความลำบากยากเข็ญให้คนอื่นมากมายอย่างนี้เลยหรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าราชการระดับผู้ใหญ่ของสถานทูตที่ต้องอดหลับอดนอนมารับผมแทบถึงประตูเครื่องบิน ด้วยแล้ว ผมรู้สึกละอายใจยังไงบอกไม่ถูก ....แต่ยังไงก็ต้องขอกราบของพระคุณงาม ๆ พี่ศุภรัตน์ พร้อมพาหนะคันโตจากสถานทูต ที่สู้อุตส่าห์มาเสียเวลากับผมในวันนี้....ขอบพระคุณมากคร้าบ..

หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจบรูไน หน้าตาเป็นมิตร แสดงตัวพร้อมขอเข้าจับกุม เอ๊ย ไม่ใช่ ขอมารับรองตามคำสั่งเจ้านายจากประเทศบรูไนครับกระผมด้วยอาการกุลีกุจอ ช่วยหอบหิ้วสัมภาระ พร้อมนำ Passport ของผมไปดำเนินกรรมวิธีเข้าเมืองแบบที่ทางบ้านเราเรียกว่า "อ.น." หรือ "อำนวยความสะดวก" ทางช่องทางพิเศษทันที และเวลาเพียงไม่ถึง 10 นาที ผมก็ได้รับการ "อ.น." ผ่านช่องทางซุปเปอร์ไฮเวย์ พร้อมกับนำสัมภาระพะรุงพะรัง แบบที่เรียกได้ว่า "บ้าหอบฟาง" ออกมาจากสนามบินได้สำเร็จ

 

ด้วยความที่สนามบินที่นี่เป็นสนามบินแบบเล็ก ๆ กระทัดรัด ขนาดก็ประมาณว่าเล็กกว่าสนามบินที่ภูเก็ตซักหนึ่งในสามเห็นจะได้  เหตุผลที่ประเทศนี้มีพลเมืองน้อยมาก  ข้อมูลจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Brunei  คลังความรู้ของโลกทำให้รู้ว่าประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้มีประชากรเพียงสามแสนกว่าคนเท่านั้นเอง ก็เลยไม่รู้จะสร้างสนามบินใหญ่โตไปทำทรากอะไร ส่วนความเริ่ดหรูอลังการณ์นั้น ก็ดูจะผิดคาดไปมาก ตอนแรกนึกว่าประเทศร่ำรวยอย่างบรูไน จะดูสะอาดเอี่ยมเริดหรูไปทุกกระเบียดนิ้ว  แต่ที่ไหนได้ครับ ดูๆ ไปแล้ว บ้านเราดูจะดีกว่าเยอะเลย...พูดถึงตรงนี้แล้ว ชักอยากจะกลับมาภาคภูมิใจกับ "สุวรรณภูมิ" ของผมอีกแล้วซิ..?

 

พี่ศุภรัตน์ พร้อมคณะตำรวจจากบรูไน นำผมออกจากสนามบิน มุ่งหน้าไปสู่สถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นเหมือนสถานที่สำหรับ เลี้ยงรับรองแขก หรือจัดการแสดงพิเศษ ของรัฐบาล เป็นสถานที่ที่อยู่ในเขต "พระราชฐาน" ของกษัตริย์ หรือจะเรียกให้ถูกต้องก็ ของ "สุลต่าน" แห่งบรูไน  ซึ่งขณะนั้น ก็เป็นเวลากว่าสามทุ่มเข้าไปแล้ว  ผมหันไปถามคณะตำรวจที่ไปรับผมเป็นภาษาอังกฤษปนแขกผสมมาเลย์นิด ๆ แปลเป็นไทยว่า "อีนี่ก็ดึกแล้ว จะพากระผมมาทีนี่ทำไมจ๊ะนายจ๋า หรือว่า...มึงจะพากรูมาฆ่า ?" (เวลาออกเสียงต้องลอยหน้าลอยตาแบบพวกดาราหนังแขก ถึงจะดูอินกับสถานการณ์ แล้วที่สำคัญเพื่อให้เข้ากันได้กับการใช้ภาษาของคนละแวกนี้  หมายถึงละแวก มาเลเซีย สิงคโปร์ แล้วก็บรูไน เวลาจะลงท้ายประโยค ควรจะลงท้ายด้วยคำว่า "ล่ะ" เสมอ ถึงจะดูเนียน)

ประดาตำรวจแขกที่นั่งมากับผมโบกไม้โบกมือตอบเป็นเสียงเดียวกันในบันไดเสียง "ซีเมเจอร์เซเว่น" ตามประสานักดนตรีตำรวจว่า "อีนี่เปล่านะจ๊ะนายจ๋า อีนี่จ๋านไม่ได้พานายมาฆ่า แต่จ๋านพานายมากระตืบต่างหาก..ล่ะ (เกือบลืมลงท้าย)" เปล่าหรอกครับ..ล้อเล่นหน่ะ  ตำรวจพวกนี้พาผมมาดูการฝึกซ้อมร่วม ของบรรดาลูกน้องของผมซึ่งเป็นนักดนตรีตำรวจ จากประเทศไทยที่เดินทางมาก่อนหน้าผมแล้วหนึ่งวัน กับตำรวจของประเทศอื่น ๆ ในอาเซี่ยน ซึ่งถือเป็นกิจกรรมประจำปี ประกอบพิธีการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซี่ยน ซึ่งจะจัดขึ้นโดยหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ  โดยมีกิจกรรมประเภทต่าง ๆ ประกอบการประชุม เพื่อสร้างสีสรรค์ และที่สำคัญกระชับความเป็นอาเซี่ยน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  กิจกรรมที่จัดนอกจากการประชุมก็มีเช่น การแข่งกันกอล์ฟ การแข่งขันยิงปืน แล้วก็การแสดงดนตรีร่วมกัน แต่จะร่วมในลักษณะใดนั้นขึ้นอยู่กับประเทศเจ้าภาพจะออกแบบ เช่นอาจเปิดการแสดงเป็นเรื่องเป็นราวในลักษณะคอนเสิร์ต ให้สาธารณะชนเข้ามาชมกัน หรืออาจะเป็นการแสดงโชว์ให้บรรดาผู้เข้าร่วมประชุม รวมทั้งตำรวจในประเทศนั้น ๆ เข้าชมกัน  แต่ในปีนี้มาแปลกครับ เป็นการแสดงในลักษณะ "กาลา ดินเนอร์" ให้ผู้เข้าร่วมประชุม บุคคลสำคัญของประเทศ ได้เข้ามาร่วม และที่สำคัญ ในปีนี้รัฐบาลบรูไน ยังได้กราบบังคมทูลเชิญ "สุลต่านแห่งบรูไน" เสด็จมาทรงร่วมงานกาลาดินเนอร์ และทอดพระเนตรการแสดงดนตรีในครั้งนี้ด้วย...อุ๊ แม่เจ้า ! (หมายเหตุ ...เป็นคำอุทานตามสมัยนิยมของปีราว ๆ คริสศตวรรษที่ 21...เผื่ออีก 2800 ปีข้างหน้ามีคนมาแอบอ่าน จะได้รู้ความหมาย...อิ อิ !)

 

ทีนี้ รู้แล้วใช่มั๊ยหล่ะ...ล่ะ...ว่าผมมาทำอะไรที่นี่  เอ้ารู้แล้วก็เล่าต่อเลยแล้วกัน...ขอโซดาเพิ่มสองลังน้องเพราะกำลังจะ เหล้า...เอ๊ย เล่า...ผมเข้าทักทายมิตรรักแฟนเพลงจากประเทศอื่น ๆ ที่ก็รู้จักคุ้นเคยกันมาอยู่ก่อนแล้วจากการที่ร่วมเล่นร่วมบรรเลงด้วยกันมาครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สาม แล้วทุกครั้งผมก็มาทำหน้าที่หัวหน้าคณะ พร้อมกับเป็น "Conductor" ให้กับวงรวมตำรวจอาเซี่ยน ในเวลาบรรเลงเพลงในส่วนของประเทศไทย หลายท่านคงอาจจะทำหน้างง ๆ พร้อมกับมีคำถามในใจว่า ..."เฮ้ย..มึงเนี่ยนะมาเป็นคอนดักเตอร์..ถือดียังไงว่ะ ทำเป็นอะเปล่า รึว่าอ่านหนังสือบัณฑิต อึ้งรังษี คอนดักเตอร์ระดับโลกมากเกินไป เลยคิดว่าตัวเองทำได้"....แล้วผมจะเฉลยให้ทราบในอีกไม่กี่บรรทัดนี้ก็แล้วกัน ว่าทำไมผมถึงได้ "กล้า" เช่นนี้

แต่ก่อนที่จะมีเรื่องมีราวกันต่อ ผมขอขยายความอย่าง โค-ตะ-ระ เป็นทางการของการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้เพิ่มเติมซักนิดนึงนะขอรับ  การแสดงดนตรีร่วมกันระหว่างตำรวจในประเทศอาเซี่ยน เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้น ประกอบการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซี่ยน ซึ่งมีเป็นประจำทุกปี ปีนี้ (2551) จัดเป็นครั้งที่ 28 เข้าไปแล้ว (หมายถึงการประชุมนะจ๊ะ) แต่กิจกรรมการแสดงดนตรีร่วมกันนั้น เพิ่งจะเริ่มมีแบบเป็นทางการก็เมื่อ 2 ปีที่แล้วมานี้เอง โดยประเทศมาเลเซีย เจ้าภาพในขณะนั้น เป็นผู้เสนอให้จัดกิจกรรมนี้ขึ้น และเสนอให้ทำเป็นประเพณีปฏิบัติทุกปี โดยให้แต่ละชาตินำคณะนักดนตรีของแต่ละประเทศมารวมกันเป็นวง จำนวนมากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับนโยบาย งบประมาณ ของทั้งประเทศเจ้าภาพ และประเทศที่เข้าร่วมแสดง  โดยวงดนตรีที่จะนำนักดนตรีมาร่วมฝึกซ้อม และบรรเลงร่วมกัน เป็นวงที่ภาษาดนตรีเรียกว่า "Symphonic Band" ถ้าให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือวงโยธวาทิตแบบนำมานั่งบรรเลงนั่นแหละ แต่อาจมีเครื่องประกอบจังหวะ และเครื่องไฟฟ้า ที่เป็นภาคริทึ่ม มาประกอบด้วย (ขยายความนิดนึง....มันก็คือวงโยธวาทิตที่มี กลองชุด กีตาร์ไฟฟ้า กีต้าร์เบส เปียโน คีย์บอร์ด ...หรืออุปกรณ์เสริมอื่น ๆ มาประกอบนั่นแหละคร๊าบ...) ก่อนการแสดง ซัก 3-4 หรือ 5 วัน แล้วแต่นโยบายของเจ้าภาพ ก็จะต้องมาเข้าค่ายฝึกซ้อมกันก่อน หรืออาจมีการประชุมกำหนดแผนการแสดงก่อนฝึกซ้อมก่อนก็เป็นไปได้ อย่างปีที่แล้วที่ประเทศสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ ซึ่งเป็นการจัดการที่เป็น "มืออาชีพ" มาก

ทีนี้ มาว่ากันต่อว่าจับพลัดจับพลูยังไง ผมถึงได้มาเป็นไอ้เจ้าโปรเจคเตอร์ เอ๊ย คอนดักเตอร์กะเค้าได้ ทั้งที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางนี้ซะหน่อย...มั่วอะเปล่า แล้วบางท่านก็อาจจะสงสัยเพิ่มเข้ามาอีก ตามประสาคนขี้เหงา (เกี่ยวอะไรฟะ ?) ว่าไอ้คนที่เป็นคอนดักเตอร์เนี่ย มันมั่วมั๊ง ทำไปงั้น ๆ ขำ ๆ ไร้สาระ ! เอางี้แล้วกัน ผมขอตอบปัญหาสุดท้ายก่อน จากที่มีถามกันเข้ามา สองหมื่นแปดพันห้าร้อยเก้าสิบสามปัญหา...(ว๊าว !) ไอ้เจ้า คอนดักเตอร์ (Conductor) หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยแบบทางการว่า "ผู้ควบคุมวง" เนี่ยนะ  จะว่าไปแล้ว เป็นผู้ที่มีความสำคัญกับการเล่นดนตรีเป็นวงใหญ่ มั่ก มั่ก (หมายเหตุ...มั่ก มั่ก = มาก มาก = ภาษาไทยแบบวิบัติ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์บางชิ้น (ชิบ) หาย ในยุคการเมืองราบรื่น รัฐบาลเร่งทำงาน ฝ่ายค้านจูบปากกับรัฐบาลแบบดูดดื่ม ประชาชนในชาติสามัคคีกัน มีการก่อกำเนิดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นกลุ่มมวลชนที่เข้ามาสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ไม่มีการแบ่งแยก สร้างเรื่อง วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในทางเสีย ๆ หาย ๆ  แบบที่ไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ชาติไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในราวปี พ.ศ.2551 หรือปีใกล้เคียง...เพิ่มเติมความรู้ทางประวัติศาสตร์ชาติไทย  เผื่อเยาวชนในอีกสองพันปีข้างหน้าเผลอเข้ามาอ่าน หุ หุ...)

คอนดักเตอร์ เป็นคนที่ทำหน้าที่ปรับจูน นักดนตรีจากหลายเผ่าพันธุ์ ร้อยพ่อพันแม่ หลากหลายความรู้สึกนึกคิด เข้าด้วยกัน คอนดักเดอร์ เป็นผู้กำหนดความช้า ความเร็ว จุดเริ่มต้น จุดสิ้นสุด ของบทเพลง คอนดักเตอร์ เป็นผู้รังสรรค์ให้อารมณ์ของบทเพลงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเป็นไปตามความประสงค์ของผู้ประพันธ์เพลงและผู้เรียบเรียงเสียงประสาน  ฯลฯ ซึ่งจะว่าไปแล้ว คอนดักเตอร์ ก็เปรียบเหมือนคนขับรถบรรทุกโดยสาร ซึ่งมีหน้าที่นำผู้โดยสารไปถึงที่หมาย จะเร็ว จะช้า จะนุ่มนวล จะกระโชกโฮกฮาก ก็ขึ้นอยู่กับพ่อคนนี้นี่แหละ...ถึงตอนนี้อาบังข้าง ๆ ซึ่งแอบลอบมองผมพิมพ์อยู่นาน อดรนทนไม่ไหวก็หลุดถามออกมาว่า...อีนี่ ทำไมต้องขับรถบรรทุกด้วยหละจ๊ะนายจ๋า  ไอ้เจ้าคอนดักเตอร์เนี่ย ขับรถอย่างอื่น อย่างรถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ ไม่ได้เหรอจ๊ะนายยยย ..ผมหันไปยิ้มให้อาบัง พร้อมกับใช้หลังมือเบา ๆ กระแทกเข้าที่หน้าอาบัง จนสลบเหมือดไปตรงโต๊ะที่ผมนั่งอยู่...อิ อิ ...สม

ทีนี้มาถึงเรื่องที่ว่าผมมาเป็นไอ้เจ้าคอนดักเตอร์ที่ว่าเนี่ยได้อย่างไรกันต่อ เรื่องนี้เหตุมันเกิดมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่ผมนำคณะนักดนตรีจำนวน10คน ไปแสดงที่ประเทศมาเลเซีย ในงานเดียวกันนี้นี่แหละ คือการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซี่ยน ซึ่งในครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่มีการจัดกิจกรรมการแสดงคอนเสิร์ตร่วมกันขึ้น ตอนนั้นผมไปในฐานะหัวหน้าคณะ จะต้องไปเจรจาต่อรองกับบรรดาประเทศต่าง ๆในหมู่อาเซี่ยน และเนื่องจากการเจรจาตกลง การวางแผนการแสดงค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่ ก็เลยจะต้องเจรจาตกลงกันวุ่นวายเอาการอยู่ โชคดีที่ผมสามารถ Speak English แบบสำเนียงแขกมาเลย์ ที่ต้องลงท้ายด้วย ล่ะ ล่ะ ได้ ก็เลยทำให้การต่อรองของเราเป็นไปได้ค่อนข้างราบรื่น เสร็จสิ้นการต่อรอง ก็มาถึงการฝึกซ้อม ซึ่งหัวหน้าวง หรือที่เรียกกันว่า Director of Music ของแต่ละประเทศก็ต้องสลับผลัดเปลี่ยน ขึ้นไปทำหน้าที่ควบคุมวง

เมื่อถึงคิวเพลงของตัวเอง ผมก็คิดอยู่ในใจว่าแล้ว ตูจะเอายังไงดีฟะ จะให้นายเผือก หรือ ร.ต.ท.มานิตย์ บุญน่วม ลูกน้องที่เป็นทั้งเพื่อน ทั้งที่ปรึกษาทางดนตรี เป็นแทนดีอะเปล่า แต่เหลียวซ้าย แลขวา คนที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้า หรือ Director of Music ของประเทศอื่น  เค้าต้องขึ้นไปทำหน้าที่คอนดักเตอร์เองทั้งนั้นเลยนี่หว่า ว่าแล้ว อีตาปาป้า Idris ซึ่งผมแอบตั้งฉายาแกจนเป็นที่เรียกติดปากว่า " Papa Director" อดีตตำรวจชาวสิงคโปร์ ซึ่งมาเลเซีย ว่าจ้างมาเป็น Organizer งานคอนเสิร์ตครั้งนี้ หันมามองหน้าผม แล้วก็ถามผมด้วยน้ำเสียงหยามเหยียด แถมแววตาท่าทางที่ดูจะกวนอวัยวะเบื้องต่ำว่า "ตามึงแล้ว...ทำเป็นอะเปล่าฟะ" (ดูเหมือนว่าในครั้งนี้ มาเลเซีย ประเทศเจ้าภาพ ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะทำเองได้ เลยว่าจ้างอาบังชาวสิงคโปร์มาจัดการให้...เสียฟอร์มว่ะ..ผมแอบแซวในใจ) เมื่อได้รับการท้าทายในวินาทีนั้น ด้วยเกียรติของลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ซึ่งมีคติประจำใจว่า "เสียชีพอย่าเสียสัตย์"  ทำให้ผมเลือดขึ้นหน้า (เกี่ยวอะไรฟะ !) เอาละวะ ตายเป็นตาย ยอมไม่ได้ละวะงานนี้  ว่าแล้วก็เลยเสี่ยงตายเพื่อมิให้เสียเหลี่ยม (หมายเหตุ...เหลี่ยมในที่นี้ มิได้มีความหมายพาดพิงถึงสัญญลักษณ์ของอดีตผู้นำประเทศที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศพม่าแต่อย่างใด...ทราบแล้วเปลี่ยน !)  มิให้เสียทีที่เป็นผู้นำ นำคณะดนตรีไปแล้ว             เหมือนบ่มีไก๊ ทำอย่างที่คนอื่นเค้าทำไม่ได้  เลยรวบรวมความกลัว เอ๊ย ความกล้า บวกกับประสบการณ์เมื่อครั้งเล่นวงโยธวาทิตตอนเป็นนักเรียนชั้นประถม แล้วก็ชั้นมัธยม บวกกับการที่มีโอกาสเป็นกรรมการตัดสินวงโยธวาทิตชิงถ้วยพระราชทานมา ก็เลยค่อนข้างจะซึมซับลีลาท่าทาง แต่เหนืออื่นใด ขอแอบบอกความลับนิดนึง ซึ่งยังไม่เคยเปิดเผยมาก่อน ก็คือก่อนหน้าที่จะเดินทาง ได้มีการคาดเดาสถานการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่า หากเกิดเหตุการณ์ที่จะต้องตัดสินใจอย่างนี้จะทำยังไงดี ก็เลยได้มีโอกาสเตรียมตัว ศึกษาจากตำหรับตำรา รวมทั้งผู้รู้ทั้งที่ทำงาน ทั้งในระดับประเทศ รวมทั้งศึกษาจากสื่อต่าง ๆ ทั้งทางอินเตอร์เนต แผ่นซีดี ด้วยคิดไว้ว่า หากจำเป็นต้องทำ จะทำให้เสียชื่อประเทศชาติไม่ได้ นอกจากนั้น สมัยทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เคยศึกษาเกี่ยวกับแนวความคิด แล้วก็ความเป็นมาของดนตรีทั้งดนตรีคลาสสิค และดนตรีแจ๊ส มาพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความสวยงามทางดนตรี ก็เลยทำให้มีความกล้า แล้วก็ความมั่นใจที่พอจะสื่อสารกับบรรดานักดนตรีจากหลากหลายประเทศ และทำหน้าที่ "นำวง" ได้อย่างที่ไม่รู้สึกเขอะเขิน ซึ่งก็สามารถเอาตัวรอดมาได้แบบที่เรียกได้ว่าไม่รู้ทำไปได้อย่างไร มันเหมือนมีวิญญาณผีบ้าเข้าสิง  แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมบังเอิญโชคดีตรงที่ได้ลูกน้องเก่ง ลูกน้องของผมทุกคนที่นำไปแสดงร่วมกับนักดนตรีต่างบ้านต่างเมือง เป็นลูกน้องที่เป็นนักร้องนักดนตรีจากดุริยางค์ตำรวจ หรือชื่อหน่วยงานแบบเป็นทางการก็คือฝ่ายสวัสดิการ 3 กองสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทุกคนเป็นนักดนตรีที่เรียกได้ว่าเก่งมั่ก ๆ ทุกคน (ย้ำ...มั่ก ๆ = มากโคตร= ภาษาวิบัติในช่วงราวปีพ.ศ.2550 เป็นต้นมา) ทุกคนสามารถสร้างความเก่งบนความขาดแคลนได้อย่างที่เรียกได้ว่าอวดชาวบ้านชาวช่องได้ จนหล้งจากจบคอนเสิร์ตแล้ว ประเทศร่ำรวยแบบสิงคโปร์ ทาบทามมาว่าอยากจะขอมาดูกิจการดนตรีตำรวจไทยซะหน่อย อยากรู้นักว่ากินอะไรถึงเก่งจัง  ...นี่ผมพูดจริง ๆ นะ...ไม่ได้โม้...ซึ่งทำให้ผมรู้สึกได้หน้าได้ตากลับมามากเอาการ อยู่....เอ้า..บรรดานักดนตรีตำรวจใครที่แอบเข้ามาอ่าน รู้แล้วก็อย่างเหลิงหล่ะ...  ก็เลยทำให้ตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา ผมก็เลยผูกขาดความเป็นคอนดักเตอร์จำเป็นมา รวมครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 3 เข้าให้แล้ว

สำหรับการฝึกซ้อมแบบที่เรียกว่าโหดเหี้ยม ในวันนี้ จบลงที่เวลาห้าทุ่มเศษ ๆ ...บ้ามั๊ยหล่ะ..เจ้านาย...ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่ควรจะหนักหนากันขนาดนั้น พิเคราะห์แล้ว มันเป็นเรื่องความอ่อนด้อยในการจัดการของประเทศเจ้าภาพมากกว่า ที่ขาดการเตรียมการณ์ที่ดี ขาดการประสานงาน แล้วที่สำคัญยังขาดความเข้าในในความเป็นธรรมชาติของการฝึกซ้อมอีกด้วย แต่ผมชอบนะ...ผมถือว่ายิ่งเห็นความบกพร่องของเจ้าภาพมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นบทเรียนให้เราได้มีโอกาสเตรียมรับมือ ในวันที่เราต้องเวียนมาทำหน้าที่นี้ ได้มากเท่านั้น ...พวกเราถูกลำเลียงกลับมายังที่พัก"Ong Sum Ping  Apartments"  ในแบบที่เรียกว่าหมดเรี่ยวหมดแรงที่จะทำอย่างอื่นต่อ...นอกจาก...กินมาม่า...กิจกรรมก่อนนอนซึ่งคณะนักดนตรีตำรวจไทยจะต้องตั้งวงสุมหัวกัน เนื่องจากออกอาการ "กระแดะ" กินอาหารแขกแล้วแบบว่า...ดูเลี่ยน ดูเอียน ไม่มีชาติตระกูล ซัดมาม่าซักซองสองซองจะดูดีกว่า ดูมีชาติตระกูลดี....คิดได้ไงฟะ

 

 

สำหรับผม หลังจากที่พินิจพิเคราะห์ความอลังการณ์ของห้องพัก ซึ่งใหญ่โตมโหฬารมาก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะใหญ่ไปทำไม แต่จะว่าไปก็ขอแอบนิดทาซักกะนิดก็แล้วกัน ว่ามันเป็นความใหญ่แบบไม่ค่อยมีรสนิยมซักเท่าไหร่ ประเภทว่าเอาใหญ่ ๆ เอาบึ้ม ๆ เข้าว่า แต่สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างขัดแย้งกับความใหญ่โตโอฬาร ก็คือความ "สกปรก" ซึ่งสร้างความแปลกใจให้ผมพร้อมคณะเป็นอย่างมาก ว่าเหตุไฉนมันถึงได้สกปรกโคตร ๆ ได้ขนาดนี้  ซึ่งในเวลาต่อมา ก็พอจะหาเหตุของความสกปรกได้ สรุปความว่า เนื่องจากคนประเทศนี้ ถูกจัดเป็นพวกฐานะทางเศรษฐกิจดีกันเกือบทั้งประเทศ ก็เลยหาแรงงานรับจ้างที่จะมาทำความสะอาดยากซักหน่อย เลยเป็นสาเหตุให้ที่พักของพวกเราโสโครกมั่ก ๆ ผมก็เลยอุทิศเวลาก่อนนอน ทำความสะอาดที่พักพร้อมกับห้องน้ำซะเหนื่อยจนลืมง่วง  อ้อ...อีกประการที่สำคัญ บอกไปแล้วจะสร้างความหมั่นไส้ให้กับคนประเทศนี้ก็คือ....แอร์คอนดิชั่น ครับพี่น้อง คนประเทศนี้เค้าจะเปิดแอร์กันทุกซอกทุกมุม เปิดจนหนาว เปิดแบบไม่มีวันปิด เพื่อประกาศศักดาให้รู้ว่า "กรูรวยเฟ้ย"  และโดยเฉพาะห้องที่จัดให้พวกเราอยู่กัน  ผมงงในเหตุผลที่ไม่สามารถปรับระดับความเย็นของแอร์ได้ ในตอนแรกที่ผมมาถึง เพราะอุณหภูมิที่ปรับในห้องมันหนาวแบบสุด ๆ สอบถามก็ได้ความว่า แอร์ในห้องพักทั้งหมดกว่าสิบเครื่อง มีรีโมทคอนโทรลซึ่งสามารถปรับอุณหภูมิได้เพียงตัวเดียว แล้วตอนนี้มันไม่รู้ไปอยู่ทีไหน เห็นที่จะต้องแจ้งตำรวจสายสืบออกตามหา....โอ้ พระเจ้ายอด มันจอร์จมาก...(ผมแอบอุทานเป็นภาษาทีวีไดเร็ค)

กว่าผมจะได้นอนในวันนั้น ก็ปาเข้าไปตีหนึ่งกว่า ๆ เกือบตีสองเข้าไปแล้ว ไม่ง่วงหรอกครับ แต่ก็ต้องรีบนอน เพราะรุ่งขึ้นต้องรีบตื่น เนื่องจากมีตารางการฝึกซ้อมและต้องออกเดินทางตั้งแต่แปดโมงครึ่งในตอนเช้า ...คิดถึงบ้าน คิดถึงเมืองไทย คิดถึงความสงบร่มเย็น ประชาชนในชาติรักใคร่สามัคคีกันที่ประเทศของเรา..ปลื้มใจ...รักประเทศไทยที่สุดเล้ยยย...(อ่านต่อตอนหน้านะจ๊ะ...)

ปล. อยากรู้จักผมมากกว่านี้ ไปที่นี่เลยครับ http://www.dr-rak.com (ขอโทษที  ยังไม่ค่อยสมบูรณ์นักขอรับ)


Quote of the Day:
He who laughs last has not yet heard the bad news.
--Bertolt Brecht

Tuesday, April 15, 2008

เพียงแค่เปลี่ยนความคิด... ชีวิตก็เปลี่ยน

"...เพราะชีวิต คือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป มีสุขสม มีผิดหวัง หัวเราะ หรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน...อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิด สติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ ดีที่สุด..." (บางตอนจากเพลง Live& Learn โดย คุณบอย โกสิยะพงษ์ ร้องโดย คุณป้า กมลา สุโกศล) ...อยากฟังเพลงเต็ม ๆ เชิญคลิกดาวน์โหลดตรงนี้ได้เลยขอรับ

Click

 


วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน 2551 เวลา 07.10น. พวกเราออกเดินทางออกจากกรุงเทพ ฯ มุ่งหน้าสู่ที่หมาย ชัยพฤกษ์รีสอร์ต จังหวัดนครนายก ด้วยความหวังว่าจะทำ "สิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน..และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด" เหมือนเพลงของคุณบอย ที่ผมขโมยมาให้อ่านข้างต้น ...คาราวานนักล่าฝันในวันนั้น ซึ่งประกอบด้วยน้องอุ๋ย น้องปริน และน้องกิ่ง รวมถึงผม ซึ่งดูจะแก่ เก๋า ที่สุดในคณะเดินทาง รวมทั้งเป็นเจ้าของรถและพลขับ นำน้อง ๆ นักล่าฝันเดินทางออกจากกรุงเทพพร้อมกับผมด้วยความมุ่งมั่นว่า วันหนึ่งเราจะต้องทำฝันที่เราต่างมีอยู่ให้เป็นจริง

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับใครหลาย ๆ คน ที่วันพักผ่อนเสาร์อาทิตย์ ต้องเสียเวลาเดินทาง เสียเวลาเข้าห้องอบรมสัมนา วันที่หลาย ๆ คนควรเอาเวลาไปช็อปปิ้ง นอนดูทีวีอยู่บ้าน ไปเที่ยวกับแฟน ไปทำสังฆทาน ไปเตะบอล หรือแม้แต่ไปร่วมกับพันธมิตรประชาธิปไตย ขับไล่รัฐบาล ? (ประโยคแทรก...ไม่ทราบว่าประดาพันธมิตร ทำมาหากินอาชีพอะไรหรือขอรับ วัน ๆ เห็นแต่ด่าคนโน้นที คนนี้ที ไม่เห็นว่าคุณพี่จะมีเวลาไปทำมาหารับประทานมาเลี้ยงดูครอบครัวเลย รึว่า โคตรตระกูลรวย..ซึ่งดู ๆ แล้วก็ไม่น่าจะใช่)..  แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งยอมที่จะไม่เข้าร่วมกับพันธมิตร ฯ เพื่อร่วมกับพวกเรา หรือกับอีกหลาย ๆ กลุ่ม หลาย ๆ องค์กร ปูทาง สร้างความฝันของเขาเหล่านั้นให้เป็นจริง

งงละซิ ว่าพวกเรามาทำอะไรกัน รวมหัวกันทำแชร์รถเช่าอะเปล่า รึว่ารวมตัวกันค้ายาบ้า..เปล่าเลยครับ พวกเรามารวมตัวกันทำแชร์ข้าวสารต่างหาก...ล้อเล่น นะ..พวกเรามารวมตัวกัน "สร้างแรงบันดาลใจ" ครับ แรงบันดาลใจในการทำมาหากินกับอาชีพพิเศษ ส่วนจะเป็นอาชีพอะไรนั้น ผมคงไม่ยอมบอกง่าย ๆ หรอกครับ ขอเป็นความลับนิดนึง แต่ถ้าอยากรู้ต้องตื๊อหน่อยนะ แล้วจะบอกความลับให้ แต่ขอบอกเป็นนัยไว้นะครับ ผมไม่ได้ทำอาชีพ "ตื๊อ ง้อ ขอ ขาย" เด็ดขาด แล้วก็ผลประโยชน์ทางธุรกิจ ก็คงไม่ได้หรูหรา อู้ฟู่ ในระยะเริ่มแรก เหมือนบางธุรกิจ แต่บอกได้อย่างเดียวว่า ในระยะยาวแล้ว ดีมาก ๆ แล้วก็มั่นคงมาก ๆ ด้วย หากตั้งใจทำจริงจัง

คาราวาน "คนล่าฝัน" เดินทางมาถึงที่หมาย "ชลพฤกษ์รีสอร์ต" ซึ่งตั้งอยู่ที่กิโลเมตรที่ 63 ถนนสายรังสิต-นครนายก ตอน เก้าโมงเช้าพอดี หลังจัดแจงรายงานตัวว่าพวกเรามาพร้อมแล้ว พวกเราก็จัดการฉันอาหารเช้า ตามคำเชื้อเชิญของผู้จัด นัยว่า จ่ายพันห้า เอาให้คุ้ม ทั้งที่พัก อาหารห้ามื้อ แล้วก็การประชุมสัมนาที่พวกเราตะเกียกตะกายกันมาเอง

สักพัก ผู้ร่วมอุดมการณ์คนอื่น ๆ จากหลากหลายสาขา อาชีพ หลากหลายวัย แล้วก็...หลากหลายเพศ ? นับรวมแล้วก็ตกสองร้อยกว่าคน มากเอาการอยู่ก็เข้าพร้อมในห้องประชุม ซึ่งค่อนข้างแออัดพอสมควร 

กิจกรรมการสัมนาเริ่มต้นประมาณ 10.00 น.เศษ หลังจากเริ่มพิธีรีตรองเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็นเรื่องของกิจกรรมการละลายพฤติกรรม ก็เหมือน ๆ กับกิจกรรมนอกสถานที่ซึ่งนิยมจัดกันทั่วไป สนุกสนาน เฮฮา เปลี่ยนบรรยากาศ ก็ดีกว่านอนเล่นอยู่บ้านว่าง ๆ  หลังจากนั้นก็เป็นรายการให้ความรู้บ้าง สร้างความหวังกำลังใจบ้าง สลับกับกิจกรรมสนุกสนานเฮฮา เป็นห้วง ๆ  ซึ่งผมคงไม่นำมาสาธยายให้ทราบได้ทั้งหมด เพราะเดี๋ยวคนที่กำลังจะไปในรุ่นต่อ ๆ ไป จะไม่ตื่นเต้น

ยากครับ...กับการปรับความรู้สึกนึกคิด เพราะตลอดช่วงอายุขัย ผมถูกฝึกให้เกิดมาเป็นข้าราชการ เกิดมาเป็นลูกจ้างอย่างเดียว มาวันนี้ เราต้องการหลุดบ่วงเป็นลูกจ้าง เราต้องการค้นหาอิสระทางเวลา และการเงิน และที่สำคัญเราต้องการสร้างฐานะทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงให้กับครอบครัวของเรา ให้กับคนที่เรารัก

เหนื่อยครับ...สำหรับตัวผมเอง แล้วก็คงอีกหลาย ๆ คน ที่ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งในวันหยุด แทนที่จะมีโอกาสไปหาความสุขเหมือนกับคนอื่น ๆ เขา แล้วยิ่งไปกว่านั้น ...สำหรับตัวผมเองซึ่งหัวโขนค่อนข้างใหญ่ และประดับประดาด้วยเครื่องประดับเต็มหัวโขนไปหมด หนำซ้ำยังด้วยคุณวุฒิที่ตัวเองสู้อุตส่าห์สร้างขึ้นมามากมาย แต่วันนี้ มันไม่ได้เป็นเครื่องมือทำให้ปากท้องของครอบครัวอิ่มขึ้น  หรือมันไม่สามารถนำผมไปสู่ฝันของผมเองได้  ตรงกันข้าม...มันเป็นอุปสรรคเหมือนน้ำที่เต็มแก้ว ยากนักที่จะให้คนเอาน้ำมาเติมให้เต็มได้อีก                      

ผมจำต้องเทน้ำในแก้วออกให้หมด ทำตัวเหมือนแก้วไม่มีน้ำ...ผมอดทน ทั้ง ๆ ที่เป็นโรคปวดคอปวดหลังอย่างชนิดที่เคยล้มหมอนนอนเสื่อมาแล้วหลายครั้ง ...ผมอดทน  ทั้ง ๆ ที่ ตามปกติผมควรทำหน้าที่ครู ที่คอยสอน คอยให้คำแนะนำคนอื่น ๆ แต่วันนี้ผมต้องมาทำหน้าที่นักเรียน ผู้ซึ่งยังเป็นเหมือน "ละอ่อน" ในทางธุรกิจ ...ผมอดทน ทั้ง ๆ ที่บางครั้ง เนื้อหาที่บรรดาทีมงานตั้งใจนำมาให้ มันควรเป็นเนื้อหาที่ผมน่าจะเป็นผู้สอน มากกว่าผู้เรียน...

แต่วันนี้  วันที่ผมยังไม่แข็งแรงในแนวทางนี้ ผมจำต้องรู้บทบาทตัวเอง แน่นอน มันไม่ง่ายเลย ที่จะทำใจให้ได้ แต่สำหรับผมแล้ว ผมอยากจะทดลองอะไรบางอย่าง ผมจะทดสอบความอดทนและความจริงจังของผมอีกสักครั้ง ผมว่ามันไม่ง่ายนักหรอก แต่ผมเชื่อมั่นตัวผมเองว่าผมต้องทำได้ เพราะอย่างน้อยผมเคยผ่านประสบการณ์ในแบบที่ยากที่สุดในชีวิตมาแล้ว แต่ผมก็สามารถผ่านมันมาได้ ดังนั้น ผมจำเป็นต้องถอดรหัสความเป็นตัวตนออกให้หมด แล้วมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ ตามแนวทางของคนที่เดินมาก่อนแล้วสำเร็จไปแล้ว แนะนำให้เดินตาม 

เหนื่อยนะครับ อยากจะหางานพิเศษทำ ในขณะที่งานในเวลาก็เหนื่อยเอาการอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ผมว่ามันเป็นโอกาสที่ได้เดินตามแนวทางที่เราวางไว้เพื่อไปสู่ความสำเร็จ มีไม่กี่คนหรอกครับ ที่สามารถฟันฝ่าอุปสรรค เป็นอุปสรรคที่ไม่ต้องไปเอาชนะคนอื่นหรอกครับ เพียงแค่ชนะตัวเอง เพียงแค่ต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งหากชนะได้แล้ว เชื่อมั่นเลยครับว่า เป้าหมายที่วางเอาไว้ คงสำเร็จลงได้ไม่ยาก แต่อย่างว่าแหละครับ เพราะคนสำเร็จในโลกนี้มีไม่มาก ไม่ใช่เพราะไม่เก่ง แต่เพราะขาดปัจจัยสำคัญบางอย่างที่จะนำมาสู่ความสำเร็จ นั่นก็คือ "หัวใจของคนชนะ"

การสัมนาในวันแรก ต้องพบกับอุปสรรคหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับสถานที่ ที่เราต้องไปนั่งทนร้อนรวมกันอยู่สองร้อยกว่าคน ในบรรยากาศ "ร้อน
โคตร" ของเดือนเมษาฯ เนื่องจากแอร์ในห้องสัมนาเกิดเสียขึ้นกระทันหัน ไม่สามารถรองรับกับปริมาณ "คนล่าฝัน" กว่า 200 คน ซึ่งเกินกว่าจำนวนที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับความเอาใจใส่ในการแก้ไขปัญหาของเจ้าของที่ ไม่ค่อยเป็นปลื้มเท่าที่ควรทำให้ประดาผู้จัดอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องกระเสือกกระสนหาที่พัก ที่สัมนาให้ใหม่ ด้วยเกรงว่า บรรดาผู้เข้าร่วมสัมนาจะเปลี่ยนใจ ไปเข้าร่วมกับพวกพันธมิตรประชาธิปไตยขับไล่รัฐบาล แล้วพาลล้มเลิกความฝัน หุนหันกลับบ้านเอาซะดื้อ ๆ

ทำให้ในเวลาต่อมา พวกเราต้องพากันอพยพย้ายถิ่น ซึ่งพวกเราก็พร้อมกันย้ายที่โดยไม่ลังเลโอ้เอ้ ตกประมาณ ห้าโมงเย็นกว่า ๆ พวกเราทุกคนก็มาพร้อมกัน ณ ที่สัมนาแห่งใหม่ นั่นคือที่ สีดารีสอร์ต ซึ่งโอ่โถงใหญ่โต ดูดีมีชาติตระกูลกว่าที่เก่าตั้งเยอะ 

การอบรมสัมนาในวันนั้น และวันรุ่งขึ้น เต็มไปด้วยความเข้มข้น จนคนอายุเลยหลักสี่อย่างผมต้องออกอาการ มันเป็นอาการของผู้สูงอายุแหละครับ คือปวดเมื่อยไปทั้งตัว   แต่ยังไงก็ตาม อย่างที่บอกแหละครับ ผมจะลองสู้ตายดูซักตั้ง เพราะอะไรเหรอครับ ก็เพราะผมแอบเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ กับการร่วมธุรกิจที่นี่แล้ว เป็นแสงสว่างที่เจิดจ้าเอามาก ๆ ซะด้วย แต่คนที่จะได้สัมผัสกับแสงสว่างนั้นมีไม่มากครับ เพราะอย่างที่บอกแหละครับ การอดทนเอาชนะตัวเองให้ได้ เป็นสุดยอดของกระบวนยุทธ ที่น้อยคนนักที่จะฝ่าฟันไปได้ แต่จากการสัมนาครั้งนี้ ผมเชื่อว่า มีคนจะได้สัมผัสกับแสงสว่างตรงปลายอุโมงค์เพิ่มมากขึ้นแน่ ๆ ...ผมเชื่ออย่างงั้น เพราะหลังจากสัมนาแล้ว โอกาสที่จะเกิดอาการ "Season Changed" มีโอกาสเป็นไปได้สูง...ชัวร์

อ้อ..เขียนมาตั้งนาน บางคนคงจะออกอาการสงสัยว่า มันทำธุรกิจอะไรของมันฟะ ไม่เห็นบอกให้รู้เลย...ก็ผมจะไปบอกทำไมหล่ะครับ ผมกลัวคุณ ๆ จะเจอแสงสว่างเหมือนผม หรือก่อนผม ...ผมหวงครับ แต่ถ้าอยากรู้จริง ๆ ว่าผมไปทำอะไรกัน เขียนอีแมว เอ๊ย อีเมล มาคุยกันซิครับ ที่นี่เลยครับ...cop41@hotmail.com


Quote of the Day:

Nothing is too high for a man to reach, but he must climb with care and confidence.
--Hans Christian Andersen

 

คำคมประจำวัน:

ไม่มีสิ่งใดสูงเกินเอื้อมของมนุษย์ แต่การได้มาซึ่งสิ่งสูงเกินเอื้อม มนุษย์ต้องใช้ความพยายามปีนป่ายเพื่อให้ได้มา ด้วยความระมัดระวังและความเชื่อมั่น

-ฮานส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน

รู้จักผมให้มากกว่านี้...ไปที่ http://www.dr-rak.com
แนะนำฟังเรื่องดี ๆ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า คลิกที่นี่เลยครับ Click

Saturday, March 22, 2008

แรงบันดาลใจ



เป็นเวลากว่าชั่วโมง ที่ผมยืนดูการแสดง “วณิพกคอนเสิร์ต” ของพี่ประเสริฐ ดีหนองโดน ศิลปินตาบอด ที่วาดลวดลาย ทั้งร้องเพลง ทั้งเล่นคีบอร์ด อยู่บริเวณทางเท้าทางลงเรือท่าน้ำพรานนก หน้าโรงพยาบาลศิริราช ด้วยลีลาการขับร้องของพี่ประเสริฐ ซึ่งแม้วัยจะล่วงเลยมาได้กว่า 54 ปีแล้ว แต่พลังเสียง ประกอบด้วยทักษะการร้องที่รู้ได้เลยว่าได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ทำให้ผู้ที่ผ่านไปผ่านมารวมทั้งตัวผมด้วย อดไม่ได้ที่จะหยุดชื่นชมความสามารถของพี่ประเสริฐ นอกจากนั้น ลีลาการเล่นดนตรีของพี่ประเสริฐ ก็จัดได้ว่า “ไม่ธรรมดา” อีกเช่นกัน เทคนิคการเล่น การวางคอร์ด ทำให้ผม ซึ่งก็พอจะรู้ พอจะเล่นเครื่องดนตรีประเภทนี้ได้บ้าง ถึงกับต้องยืนนิ่งมองดูการแสดง ของพี่ประเสริฐ แบบไม่แคร์สายตาของผู้คนที่ผ่่านมาผ่านไป

พี่ประเสริฐ ร้องเพลงได้ทุกลีลา ไม่ว่าจะเป็นเพลง “ลูกกรุง” ยุค สุเทพ ฯ ธานินทร์ ฯ รึว่าจะเป็นเพลงสตริงยุคจิ๊กโก๋อกหัก แต่ที่เรียกเสียงฮือฮาก็น่าจะเป็นเพลงในสไตล์ของศิลปินใจร้อน เสก โลโซ ซึ่งนอกจากจะเลียนน้ำเสียงของเสก โลโซ ได้ละม้ายมาก ๆ แล้ว ยังโชว์ลีลาการสร้่างสรรค์ดนตรีในแบบของพี่ประเสริฐ เอง ที่แม้จะฟังดูแปลกหู แต่ก็บอกได้เลยพี่แกทำได้เท่ห์ มาก นอกจากนี้ไม่ว่าจะเป็นเพลงสากล เพลงร็อค ฯลฯ พี่เสริฐ ทั้งร้องทั้งเล่นได้หมด แต่ที่แกถนัด แล้วก็ชอบที่จะร้องเป็นชีวิตจิตใจ เห็นจะได้แก่เพลงของศิลปินแห่งชาติ “สุเทพ วงศ์กำแหง”

เวลากว่าชั่วโมงที่ผมยืนแบบชนิดที่เรียกว่า “จ้องดู” พี่ประเสริฐ หมดไปเร็วมาก สิ่งที่ผมได้เห็นในแบบ“ดื่มด่ำ” เป็นประสบการณ์แบบธรรมดา ๆ สำหรับใครหลาย ๆ คน แต่สำหรับผม ในวันนั้น มันเทียบได้กับผมได้มีโอกาสไปนั่งดูคอนเสิร์ต ราคาแพงจากต่างประเทศ มันเป็นความตื่นเต้น ตื้นตัน ยังไงบอกไม่ถูก เพลงทุกเพลงที่พี่ประเสริฐบรรจงร้อง บรรจงกรีดนิ้วประกอบลีลาอารมณ์การเคลื่อนไหว ของพี่ประเสริฐ ในวันนั้น มันบ่งบอกถึงความตั้งใจ เป็นความตั้งใจในทุก ๆ วินาทีที่พี่ประเสริฐเปิดคอนเสิร์ต ในวันนั้น และที่สำคัญที่สุดก็คือ มันเป็นความสุขที่พี่ประเสริฐได้ทำ ผมคิดว่าผมไม่ได้ “เว่อร์” แม้ผมจะไม่สามารถสังเกตุแววตาแห่งความสุขของพี่ประเสริฐได้ ผมก็รับรู้ได้จากรอยยิ้ม จากความภูมิใจ หลังจากที่พี่ประเสริฐเล่นเพลงจบทุกครั้ง จะมีเสียงตบมือ จะมีเสียงเหรียญบาท เหรียญห้าบาท หรือแม้กระทั่งเหรียญสลึง ที่โยนใส่กล่องซึ่งพี่ประเสริฐวางไว้ด้านหน้าคีย์บอร์ดตัวโปรด โดยมิได้บอกกล่าวให้ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาช่วยทำทาน ก็ไม่ทำให้ความสุขความภูมิใจ ของพี่ประเสริฐ เกิดความแตกต่างไปตามมูลค่าของ “เศษสตางค์” ของผู้คนที่อุตส่าห์ “เจียด” โยนเป็นเงินทำทาน แก่พี่ประเสริฐ

ตรงกันข้าม ความสุขของพี่ประเสริฐ อยู่ตรงที่พี่ประเสริฐ “ได้ทำ” ต่างหาก ...ใช่แล้ว ความสุขมิได้อยู่ตรงที่ผลของการกระทำ ความสุขอยู่ตรงที่ได้กระทำ หากความสุขอยู่ตรงผลของการกระทำ ชีวิตของพี่ประเสริฐคงจะเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม เนื่องเพราะพี่ประเสริฐมิอาจคาดหวังจาก “สินน้ำใจ” ของผู้คนที่ผ่านมาผ่านไปได้เลย และหากพี่ประเสริฐคาดหวัง ผลของมันก็เป็นไปได้สองทางคือไม่สุขก็ทุกข์ และโอกาสที่จะทุกข์ มันก็ดูเหมือนจะมากกว่าเสียด้วย แต่หากความสุขของพี่ประเสริฐ อยู่แค่ “ได้กระทำ” แล้วละก็ ทุกๆ ครั้งที่พี่ประเสริฐได้ทำ ผลจะเป็นอย่างไง พี่ประเสริฐ ก็จะได้ผลออกมาเพียงอย่างเดียว นั่นคือ “ความสุข” อ้าว...แล้วงั้นพี่ประเสริฐ จะเลือกความน่าจะเป็นที่จะเจอกับความทุกข์ ความผิดหวังทำไม่เล่า....ใช่แล้วครับ...ความสุขมันอยู่ในทางของมัน เราไม่ต้องไปไขว่คว้ามาจากไหน หากเราเลือกที่จะเดินไปในทางของมัน เราจะได้พบกับมันแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต้องเดินออกไปเผชิญกับมันเอง แบบที่คำพระท่านว่า “ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญู หิตี” ซึ่งแปลง่าย ๆ ว่า อยากได้ต้องลองทำดูเอง วานให้คนอื่นทำ ไม่มีโอกาสเจอแน่

ผมมีโอกาสพูดคุยกับ “พี่โอ๋” ภรรยาของพี่ประเสริฐ ซึ่งนั่งอยู่คู่กายพี่ประเสริฐตลอดเวลา คอยช่วยเหลือหยิบจับโน่นจับนี่ให้กับพี่ประเสริฐ และที่สำคัญ คอยเป็นกำลังใจที่ดีให้กับพี่ประเสริฐ พี่โอ๋เล่าว่า อยู่กินกับพี่ประเสริฐมาได้สิบกว่าปีแล้ว เมื่อก่อนพี่ประเสริฐเล่นดนตรี ร้องเพลงอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยมีพี่โอ๋เป็นแม่ครัวประจำอยู่ที่ร้านแห่งนั้นด้วย ต่อมาเกิดปิ๊งกัน แม้ว่าสายตาพี่ประเสริฐจะไม่สามารถสื่อสารให้เห็นถึงก้นบึ้งของหัวใจได้ แต่พี่โอ๋ก็ได้มีโอกาสความเป็น “คนดี” คนมีน้ำใจของพี่ประเสริฐ จนทั้งคู่ตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน โดยที่พี่โอ๋มิได้รังเกียจรังงอนในความ “ไม่สมบูรณ์” ของพี่ประเสริฐเลย ในทางตรงกันข้าม กลับเต็มใจ และภูมิใจที่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกับคนดี ๆ อย่างพี่ประเสริฐ ต่อมา ความทันสมัยแต่ไร้รสนิยมของมนุษย์ ทำให้เครื่องดนตรีชนิดใหม่ ที่ไม่ต้องมีคนเล่น ที่เรียกว่า “คาราโอเกะ” ก็เข้ามาทำหน้าที่แทนนักดนตรีคนเก่งอย่างพี่ประเสริฐ ทำให้พี่ประเสริฐ รู้จักกับคำว่า “ตกงาน” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ชีวิตไม่ส้ินก็ต้องดิ้นไป...พี่ประเสริฐไม่เคยสิ้นหวังกับหนทางอันตีบตันของชีวิต แม้โชคชะตาจะไม่เคยเข้าข้าง แต่พี่เสริฐเข้าข้างตัวเองเสมอ พี่ประเสริฐ กล้าที่จะเผชิญหน้ากับ “การท้าทาย” ของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ให้ความ “ไม่สมประกอบ” มากับพี่ประเสริฐ แต่นัยหนึ่ง พระผู้เป็นเจ้า คงกำลังพิสูจน์อะไรบางอย่างกับพี่ประเสริฐ เหมือนกับหลาย ๆ คนบนโลกใบนี้ ซึ่งหากสามารถ”สอบผ่าน” กับแบบทดสอบของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว พระผู้เป็นเจ้าคงประทานรางวัลชิ้นงามให้กับเขาผู้นัั้นเป็นแน่...ผมเชื่ออย่างนั้น แล้วผมก็คิดว่าพี่ประเสริฐก็คงคิดไม่ต่างจากผม จึงเป็นเหตุให้พี่ประเสริฐ ทำทุกสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้ อย่างดีที่สุด เท่าที่มนุษย์ซึ่งมีอวัยวะที่ “ขาด” อย่างพี่ประเสริฐ จะทำได้ ซึ่งอย่างน้อย สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าประทานให้แก่พี่ประเสริฐมาในทันทีแบบที่ไม่ต้องรอเวลาก็คือ “ความสุข” มันเป็นความสุขจากการที่ได้ทำโดยไม่ต้องรอผลแห่งการกระทำ ใช่แล้ว...หลาย ๆ คนอาจดูแคลนในใจว่าพี่ประเสริฐเป็นแค่เพียง “วณิพกพเนจร” ซึ่งฟังดูแล้วรู้สึกว่า “ไม่ให้ค่า” กับพี่ประเสริฐเอาเสียเลย แต่สำหรับตัวพี่ประเสริฐเองแล้ว ไม่ได้คิดแค่นั้น พี่ประเสริฐคิดว่าตัวเองเป็น “ศิลปิน” ใหญ่ ที่มีหน้าที่ให้ความสุขกับผู้คน ซึ่งมันเป็นหน้าที่ ที่พี่ประเสริฐต้องทำมัน ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำเพราะว่ามันเป็นหน้าที่ แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ...อ่านดูแล้วอาจรู้สึกงง ๆ แต่ลองย้อนกลับไปอ่านใหม่ดูซิครับ ความหมายมันต่างกันนะครับ

การได้รู้จักกับพี่ประเสริฐ การได้เห็นการแสดง ความสุขจากการแสดงของพี่ประเสริฐ ในวันนั้น ให้อะไรกับชีวิตกับผมในแบบที่ผมไม่เคยได้มาก่อน มันเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่เราอาจพบเห็นได้ไม่ยากตามท้องถนนในเมืองใหญ่ แต่จะมีสักกี่คน จะให้ความสนใจกับเรื่องที่คิดว่าเป็นเรื่องง่าย ๆ เหล่านั้น ผมได้ข้อคิด ได้แรงบันดาลใจ ในการทำหน้าที่ ในการหาความสุขในชีวิต จากบทเรียนง่าย ๆ ข้างถนน...ก่อนกลับผมไม่ลืมที่จะมอบน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับพี่ประเสริฐ เป็นการให้กำลังใจในการทำหน้าที่ของพี่ประเสริฐ และไม่ลืมที่จะให้พี่ประเสริฐได้ทำหน้าที่ที่พี่ประเสริฐตั้งใจทำอีกหน้าที่หนึ่ง นั่นคือการ”เป็นหมอดู” ซึ่งผมก็มิได้คาดหวังว่าจะถูกต้องแม่นยำอะไรนักหนาหรอกครับ...แต่เชื่อไหมครับ อย่าหาว่าอย่างโง้นอย่างงี้เลย ส่ิงที่พี่ประเสริฐทักทายผมในฐานะหมอดูนั้น ดูจะแม่นเอาการอยู่ ผมจากลาพี่ประเสริฐ พร้อมพี่โอ๋ ด้วยรอยยิ้ม และความประทับใจ และหวังว่าวันหนึ่งพระผู้เป็นเจ้า หรืออะไรก็ตามที่เวลานี้ยังทำหน้าที่ “ประลองกำลัง” พี่ประเสริฐ อยู่ จะประทานของขวัญล้ำค่าอันเกิดจากความตั้งใจ ความเอาจริงของพี่ประเสริฐ มาให้กับพี่ประเสริฐ กับครอบครัวได้ชื่นชมบ้าง หลังจากที่ชีวิตต้องเหน็ดเหนื่อยมาแทบทั้งชีวิต...

ปล. หากอยากรู้จักพี่ประเสริฐเพิ่มเติม อยากหางานให้ทำ อยากจ้างไปเล่นดนตรี ร้องเพลงที่ไหน หรือแม้กระทั่งอยากให้พี่ประเสริฐดูหมอให้ ติดต่อพ่ีประเสริฐได้ที่ 08-6865-8331 รับรองได้ว่า เรื่องฝีไม้ลายมือ เทียบชั้นมืออาชีพได้เลยนะขอรับ...ไม่ได้โม้ !